การจำแนกประเภทของสิ่วนั้นนอกจากจะจำแนกตามลักษณะของปากสิ่ว เช่น สิ่วปากบาง สิ่วเจาะ สิ่วปากเอียง สิ่วคอเอียง ฯลฯ ยังมีการจำแนกประเภทของสิ่วตามกายภาพของสิ่วทั้งตัวอีกด้วย เช่น สิ่วบ้อง สิ่วมีแกน และ สิ่วแท่ง
สิ่งบ้อง ที่โคนสิ่วมีช่องสำหรับเสียบด้ามรูปทรงกรวยที่ปลายเสียบ เมื่อตอกด้วยค้อนที่อีกปลายหนึ่งด้ามจะยิ่งกระชับมั่นอยู่ในบ้องนั้นส่งแรงต่อไปที่ตัวสิ่วและปากสิ่วได้เต็มแรงกำลังโดยไม่ทำให้ปลายด้ามแตกจึงเหมาะกับงานที่ต้องการแรงตอกกระแทกสูงซึ่งย่อมมีทั้งแรงกริยาและปฏิกริยาต้านทานสะท้อนกลับสูงเช่นกัน เช่น การใช้สิ่วเจาะรูปร่องรูเดือย เป็นต้น คำว่า “บ้อง” ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานบรรยายไว้คัดมาส่วนหนึ่งว่า สิ่งที่เป็นช่องคล้ายกระบอก เช่น ช่องสำหรับสวมด้ามขวานหรือสิ่ว เป็นต้น จึงเห็นความหมายของคำได้ชัดเจนจากการอธิบายขยายความ สิ่วบ้องจึงควรหมายถึงสิ่วซึ่งมีช่องสำหรับสวมด้ามมากกว่าที่จำเพาะเจาะจงว่าเป็นสิ่วเจาะแต่เพียงเท่านั้น
สิ่วมีแกน คือ แกนโลหะเรียวเล็กซึ่งยื่นออกมาจากโคนสิ่วเสียบลงไปในด้ามสิ่ว ที่โคนสิ่วอาจมีแป้นขนาดไม่ใหญ่นักรับปลายด้ามไว้ด้วยเมื่อตอกสิ่วในขณะทำงานปลายของด้ามก็จะส่งแรงกระแทกผ่านแป้นสัมผัสที่โคนสิ่วต่อไปที่ตัวสิ่วและปากสิ่วโดยก้านเสียบภายในด้ามมิใช่ชิ้นส่วนสำหรับการส่งผ่านแรงตอกกระแทก หากแต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในการ “งัด” หลังจากการตอกกินเนื้อชิ้นงานแล้วงัดแงะชิ้นไม้ให้หลุดออกลักษณะคล้ายคานงัด เห็นได้ชัดว่าสิ่วบ้องและสิ่วมีแกนมีลักษณะวิธีการทำงานที่แตกต่างกันเพื่อสามารถประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับงานแต่ละประเภทรวมไปถึงความชำนาญของผู้ปฏิบัติงานเฉพาะบุคคล
